บริการของเรา

ประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง เรื่อง “สายเคเบิลใต้น้ำ” ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนเป็นจำนวนมาก จากสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งด้านปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือความเสี่ยงที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญอาจได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง
แม้เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่คำถามสำคัญที่เริ่มชัดขึ้นคือ หากวันหนึ่งการเชื่อมต่อระหว่างประเทศสะดุดลง อินเทอร์เน็ตที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน จะสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องแค่ไหน ?
ข้อมูลโลกกว่า 90% เชื่อมต่อผ่าน “สายเคเบิลใต้น้ำ” ที่พันรอบโลกได้ถึง 35 รอบ
เบื้องหลังการเชื่อมต่อที่รวดเร็วในทุกวันนี้ แท้จริงแล้วอินเทอร์เน็ตของโลกพึ่งพา “สายเคเบิลใต้น้ำ” เป็นเส้นทางหลักในการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศ เปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่การสื่อสาร โซเชียลมีเดีย การทำธุรกรรม ไปจนถึงบริการคลาวด์
รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีสายเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 600 เส้น ครอบคลุมระยะทางรวมกว่า 1.4 ล้านกิโลเมตร หรือหากเทียบให้เห็นภาพ เส้นทางเหล่านี้สามารถพันรอบโลกได้มากกว่า 35 รอบ และรองรับการสื่อสารข้อมูลระหว่างประเทศมากกว่า 90% ของทั้งโลก
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “โครงข่ายใต้ทะเล” ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่คือโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ทั่วโลกพึ่งพา
หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก คือบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นทางผ่านของสายเคเบิลใยแก้วใต้ทะเลจำนวนมาก ที่เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา หากเกิดความผิดปกติในพื้นที่ลักษณะนี้ ย่อมมีโอกาสส่งผลต่อการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาคและระดับโลก แม้โครงข่ายเหล่านี้จะถูกออกแบบให้มีหลายเส้นทางรองรับ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้างได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งหรือเหตุไม่คาดคิด
ผลกระทบของประเทศไทย หากสายเคเบิ้ลใต้น้ำถูกทำลาย ?
หากการเชื่อมต่อระหว่างประเทศเกิดการหยุดชะงัก ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัด คือการเข้าถึงบริการจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ความเสถียรของการใช้ระบบ Cloud ระบบองค์กรที่ใช้ข้อมูลจากต่างประเทศ ที่อาจเกิดอาการหน่วง ช้าลง หรือไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว โดยเฉพาะบริการที่ต้องเชื่อมต่อกับยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา
โดย คุณมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ก็ได้ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ ในงานเสวานาพิเศษ ที่จัดโดย สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ไทย ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน ว่า “ผู้ใช้งานทั่วไปอาจกังวลเมื่อเกิดปัญหาลิงก์ต่างประเทศ แต่แพลตฟอร์มอย่าง YouTube, TikTok และ Facebook ยังใช้งานได้ เพราะ มี CDN อยู่ในไทย แต่องค์กรที่ใช้ Cloud ต้องวางแผนให้รอบคอบโดยเฉพาะเรื่องตำแหน่งศูนย์ข้อมูล และที่จัดเก็บข้อมูล ซึ่งผู้ให้บริการต่างประเทศ มักตั้งอยู่ในสิงคโปร์ สิ่งสำคัญคือ ทุกองค์กรควรมีแผนสำรอง เลือกใช้โครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ และระบบสำรองที่หลากหลายผู้ให้บริการ ทั้งระบบภายในประเทศและการเก็บข้อมูลสำคัญในไทย ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และเดินธุรกิจได้ต่อแม้ลิงก์ต่างประเทศมีปัญหา”
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้น “ทันที” เนื่องจากบริการด้านโซเชียลมีเดีย หรือการทำธุรกรรมภายในประเทศ ถูกออกแบบให้มี Content Delivery Network (CDN) หรือ เครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ที่กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงไทยและในภูมิภาคใกล้เคียงในอาเซียน อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่ทำให้ยังสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ และทำให้ระบบยังดำเนินต่อได้แม้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
Data Center จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในวันที่ “ความต่อเนื่อง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมระบบของตนเอง การมีศูนย์กลางของทั้งข้อมูล การประมวลผล และบริการดิจิทัลภายในประเทศ รวมถึงการเลือกใช้ Cloud ที่ตั้งอยู่ในประเทศ ควบคู่กับการออกแบบระบบสำรองและการกระจายความเสี่ยงในหลายพื้นที่ จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้องค์กรสามารถรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทบาทของ INET ผู้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากว่า 31 ปี
เมื่อเราไม่สามารถควบคุมโลกได้ สิ่งเดียวที่ควบคุมได้คือ โครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ INET เดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยมายาวนานกว่า 31 ปี ผ่านบริการ Cloud, DataCenter และ Digital Platform สัญชาติไทย โดยสร้าง Data Center ขึ้นมาทั้งหมด 3 แห่ง และขยาย Data Center แห่งที่ 4 เพื่อรองรับข้อมูลดิจิทัลที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีด้วยคนไทย ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเสริมสร้างอธิปไตยด้านดิจิทัลให้กับประเทศ
อ้างอิง :

วันที่ 21 เม.ย. 2569
ในสังคมปัจจุบัน ภาระหน้าที่และการทำงาน ทำให้หลายคนจำเป็นต้องห่างไกลบ้าน ในขณะที่ "บ้าน" ยังมีคนสำคัญ โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มักมีปัญหาสุขภาพปรากฏเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ และการที่รู้ว่าคนที่เราห่วงใยต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังในวันที่เจ็บป่วย โดยไม่สามารถกลับไปดูแลท่านได้คือความกังวลใจของผู้ดูแล

วันที่ 21 เม.ย. 2569
ปัจจุบัน ในยุคที่ดิจิทัล และเครื่องมือต่าง ๆ มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ล้วนถูกจัดเก็บอยู่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ในฐานข้อมูลที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตามความปลอดภัยดังกล่าวเริ่มถูกสั่นคลอนเมื่อการโจมตีทางไซเบอร์มาในรูปแบบใหม่

วันที่ 21 เม.ย. 2569
ปัจจุบันโลกมีการเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี และเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน สำหรับนักธุรกิจการลงทุนในด้านระบบเทคโนโลยีจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันส่งผลให้ราคาค่าใช้จ่ายแรกเข้าในการสร้าง (CapEx) พุ่งเป้าไปแตะ $11.3M/MW ในปี 2026