Background

จะเกิดอะไรขึ้น ? หากสายเคเบิลใต้น้ำขาด ประเทศไทยได้รับผลกระทบ และรับมือเรื่องนี้อย่างไร

ลงเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569

FacebookLineTwitter
จะเกิดอะไรขึ้น ? หากสายเคเบิลใต้น้ำขาด 
ประเทศไทยได้รับผลกระทบ และรับมือเรื่องนี้อย่างไร

ประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง เรื่อง “สายเคเบิลใต้น้ำ” ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนเป็นจำนวนมาก จากสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งด้านปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือความเสี่ยงที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญอาจได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง


แม้เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่คำถามสำคัญที่เริ่มชัดขึ้นคือ หากวันหนึ่งการเชื่อมต่อระหว่างประเทศสะดุดลง อินเทอร์เน็ตที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน จะสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องแค่ไหน ?


ข้อมูลโลกกว่า 90% เชื่อมต่อผ่าน “สายเคเบิลใต้น้ำ” ที่พันรอบโลกได้ถึง 35 รอบ


เบื้องหลังการเชื่อมต่อที่รวดเร็วในทุกวันนี้ แท้จริงแล้วอินเทอร์เน็ตของโลกพึ่งพา “สายเคเบิลใต้น้ำ” เป็นเส้นทางหลักในการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศ เปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่การสื่อสาร โซเชียลมีเดีย การทำธุรกรรม ไปจนถึงบริการคลาวด์


รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีสายเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 600 เส้น ครอบคลุมระยะทางรวมกว่า 1.4 ล้านกิโลเมตร หรือหากเทียบให้เห็นภาพ เส้นทางเหล่านี้สามารถพันรอบโลกได้มากกว่า 35 รอบ และรองรับการสื่อสารข้อมูลระหว่างประเทศมากกว่า 90% ของทั้งโลก


ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “โครงข่ายใต้ทะเล” ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่คือโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ทั่วโลกพึ่งพา


หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก คือบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นทางผ่านของสายเคเบิลใยแก้วใต้ทะเลจำนวนมาก ที่เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา หากเกิดความผิดปกติในพื้นที่ลักษณะนี้ ย่อมมีโอกาสส่งผลต่อการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาคและระดับโลก แม้โครงข่ายเหล่านี้จะถูกออกแบบให้มีหลายเส้นทางรองรับ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้างได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งหรือเหตุไม่คาดคิด


ผลกระทบของประเทศไทย หากสายเคเบิ้ลใต้น้ำถูกทำลาย ?


หากการเชื่อมต่อระหว่างประเทศเกิดการหยุดชะงัก ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัด คือการเข้าถึงบริการจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ความเสถียรของการใช้ระบบ Cloud ระบบองค์กรที่ใช้ข้อมูลจากต่างประเทศ ที่อาจเกิดอาการหน่วง ช้าลง หรือไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว โดยเฉพาะบริการที่ต้องเชื่อมต่อกับยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา


โดย คุณมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ก็ได้ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ ในงานเสวานาพิเศษ ที่จัดโดย สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ไทย ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน ว่า “ผู้ใช้งานทั่วไปอาจกังวลเมื่อเกิดปัญหาลิงก์ต่างประเทศ แต่แพลตฟอร์มอย่าง YouTube, TikTok และ Facebook ยังใช้งานได้ เพราะ มี CDN อยู่ในไทย แต่องค์กรที่ใช้ Cloud ต้องวางแผนให้รอบคอบโดยเฉพาะเรื่องตำแหน่งศูนย์ข้อมูล และที่จัดเก็บข้อมูล ซึ่งผู้ให้บริการต่างประเทศ มักตั้งอยู่ในสิงคโปร์ สิ่งสำคัญคือ ทุกองค์กรควรมีแผนสำรอง เลือกใช้โครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ และระบบสำรองที่หลากหลายผู้ให้บริการ ทั้งระบบภายในประเทศและการเก็บข้อมูลสำคัญในไทย ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และเดินธุรกิจได้ต่อแม้ลิงก์ต่างประเทศมีปัญหา”


สำหรับประเทศไทย ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้น “ทันที” เนื่องจากบริการด้านโซเชียลมีเดีย หรือการทำธุรกรรมภายในประเทศ ถูกออกแบบให้มี Content Delivery Network (CDN) หรือ เครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ที่กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงไทยและในภูมิภาคใกล้เคียงในอาเซียน อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่ทำให้ยังสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง


จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ และทำให้ระบบยังดำเนินต่อได้แม้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด


Data Center จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในวันที่ “ความต่อเนื่อง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมระบบของตนเอง การมีศูนย์กลางของทั้งข้อมูล การประมวลผล และบริการดิจิทัลภายในประเทศ รวมถึงการเลือกใช้ Cloud ที่ตั้งอยู่ในประเทศ ควบคู่กับการออกแบบระบบสำรองและการกระจายความเสี่ยงในหลายพื้นที่ จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้องค์กรสามารถรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ


บทบาทของ INET ผู้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากว่า 31 ปี


เมื่อเราไม่สามารถควบคุมโลกได้ สิ่งเดียวที่ควบคุมได้คือ โครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ INET เดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยมายาวนานกว่า 31 ปี ผ่านบริการ Cloud, DataCenter และ Digital Platform สัญชาติไทย โดยสร้าง Data Center ขึ้นมาทั้งหมด 3 แห่ง และขยาย Data Center แห่งที่ 4 เพื่อรองรับข้อมูลดิจิทัลที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีด้วยคนไทย ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเสริมสร้างอธิปไตยด้านดิจิทัลให้กับประเทศ


อ้างอิง :

Hudustantimes

Theweek

Perkinscoie

บทความที่เกี่ยวข้อง

บริการจัดส่งยาถึงบ้าน ทางเลือกเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ห่างไกล

วันที่ 21 เม.ย. 2569

บริการจัดส่งยาถึงบ้าน ทางเลือกเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ห่างไกล

องค์กรยุคใหม่ต้องนำแฮกเกอร์หนึ่งก้าว รับมือภัยคุกคามด้วยกลยุทธ์ Preemptive Cybersecurity

วันที่ 21 เม.ย. 2569

องค์กรยุคใหม่ต้องนำแฮกเกอร์หนึ่งก้าว รับมือภัยคุกคามด้วยกลยุทธ์ Preemptive Cybersecurity

CapEx พุ่งสูง! จุดเปลี่ยนให้โลกต้องหันมาใช้ Green Data Center

วันที่ 21 เม.ย. 2569

CapEx พุ่งสูง! จุดเปลี่ยนให้โลกต้องหันมาใช้ Green Data Center

inet

© Copyright 2024, Internet Thailand Public Company Limited.